เตารีด

   Home     l     Contact us     l     prim laundry     l 06/03/2556
เตารีดไฟฟ้า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน ใช้สำหรับรีดผ้าให้เรียบ แบ่งออกเป็นสามประเภทคือ
  • เตารีดไฟฟ้าชนิดแห้ง
  • เตารีดไฟฟ้าแบบไอน้า
  • เตารีดไฟฟ้าแบบไอน้ำแยกหม้อต้มแรงดันสูง
เตารีดไฟฟ้าชนิดแห้ง เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ใช้รีดผ้าให้เรียบ มีสองแบบคือ 1.ชนิดเบา และ 2.มีน้ำหนัก
เตารีดชนิดเบา เป็นเตารีดที่มีน้ำหนักเบา (1.5 ปอนด์)โครงสร้างโดยทั่วไปเป็นพลาสติก(ทนความร้อนและไม่ลามไฟ) แผ่นความร้อนจะบาง มีทั้งหน้าธรรมดาและเคลือบเทฟล่อน(ช่วยให้รีดลื่น ) กำลังไฟ1,000วัตต์

     เหมาะสำหรับผ้าเนื้อบาง ที่ไม่ต้องการแรงกดทับ เช่น ไนล่อน ชีฟอง โพลี่ ผ้าไหม เป็นต้น แต่ถ้าจะรีดผ้าชนิดอื่นที่มีเนื้อหนาก็ต้องออกแรงกดเตารีดมากขึ้นผ้าถึงจะเรียบ

     โดยทั่วไปเตารีดแบบนี้จะมีลูกบิดปรับความร้อนอยู่ตรงกลาง(ดูรูปประกอบ) ตัวเทอร์โมสตัทจะเป็นแบบชุดประกอบด้วยตัวควบคุมอุณหภูมิและตัวตัดไฟเมื่อความร้อนสูงเกิน มีสองรุ่นด้วยกันคือ ปรับแต่งอุณหภูมิไม่ได้ กับปรับแต่งอุณหภูมิได้ ตัวที่ปรับได้จะมีสกรูเล็กๆอยู่กลางแกนหมุน มีประโยชน์คือปรับเพิ่มความร้อนให้สูงขึ้นกรณีที่เตาความร้อนไม่พอ ตัวเทอร์โมสตัทแบบนี้เมื่อใช้ไปนานๆจะฝืดจนถึงขั้นหมุนไม่ได้ ถ้าเกิดอาการแบบนี้ต้องเปลี่ยนเตาใหม่ จะเปลี่ยนเฉพาะตัวเทอร์โมสตัทอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าขั้วไฟบางขั้วจะถูกเชื่อมติดถาวร ไม่ได้ใช้ขั้วเสียบ แต่ถ้าเป็นช่างสามารถยืดอายุการใช้งานออกไปได้ด้วยการล้างแกนหมุนทองเหลืองด้วยน้ำยาอเนกประสงค์ แต่ก็ได้ไม่นานประมาณหนึ่งเดือน(ใช้งานทุกวัน วันละ6ชั่วโมง)

 

เตารีดชนิดมีน้ำหนัก เป็นเตารีดที่มีน้ำหนักกดทับ ตั้งแต่ 2.0 , 3.5 ,และ 4.5 ปอนด์ โครงสร้าง ตัวเตาจะเป็นโลหะเพื่อความแข็งแรง และด้ามจับจะเป็นพลาสติก(ทนความร้อนและไม่ลามไฟ) แผ่นความร้อนหนาขึ้น หน้าเตามีทั้งธรรมดาและเคลือบเทฟล่อน กำลังไฟ 1,000วัตต์

     2.0ปอนด์ เหมาะสำหรับผ้าเนื้อบางที่ต้องการแรงกดทับน้อย

     3.5ปอนด์ เหมาะสำหรับผ้าทั่วไป

     4.5ปอนด์ เหมาะสำหรับผ้าที่ต้องการแรงกดทับสูง พวกcotton100 ผ้าลินิน

     โดยทั่วไปเตารีดแบบนี้จะมีลูกบิดปรับอุณหภูมิอยู่ที่ด้ามจับ(ดูรูปประกอบ) ตัวเทอร์โมสตัทเป็นแบบแหนบ สามารถปรับแต่งความร้อนได้ กรณีที่ความร้อนของเตาไม่พอ ให้สังเกตที่กลางเตารีด รุ่นเก่าจะเป็นฝาครอบโลหะที่บอกตำแหน่งการปรับความร้อน ให้เปิดฝาครอบออก ปรับด้วยไขควงก้านยาว หมุนซ้ายเพิ่ม หมุนขวาลด ให้หมุนทีละครึ่งรอบแล้วทดลองรีดดู ถ้าเป็นรุ่นใหม่จะเป็นป้ายแถบกาวให้เปิดด้านซ้ายแล้วปรับดวามร้อนตามแบบข้างต้น

     ตัวเทอร์โมสตัทแบบนี้จะมีปัญหาที่หน้าสัมผัส เวลาที่หน้าสัมผัสติดหรือจากกันมักจะมีการสปาร์กเกิดขึ้นเพราะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสูง ทำให้เกิดความร้อนและขี้เกลือ หน้าสัมผัสจะเป็นข้าวตังทำให้เตาร้อนบ้างไม่ร้อนบ้าง บางครั้งก็ร้อนเกินขนาดเพราะหน้าสัมผัสไม่ยอมจาก เพราะละลายติดกัน แบบนี้มีผลเสียต่อการรีดผ้า ผ้าเสียหายจากความร้อนเกินขนาดได้ ถ้าเกิดอาการแบบนี้บ่อยๆ ขอแนะนำให้เปลี่ยนเตารีดได้เลย ไม่ต้องเสียดาย

 
ทำไมถึงต้องปรับแต่งเทอร์โมสตัท  การปรับแต่งเทอร์โมสตัทก็เพื่อเพิ่มความร้อนเตารีดให้สูงขึ้น ในกรณีที่เตารีดร้อนไม่พอสำหรับการรีดผ้าฝ้าย ผ้าcotton100 ผ้าลินิน ผ้าพวกนี้ต้องพรมน้ำมากและใช้เตาร้อน ถึงจะเรียบ (ไม่ได้หมายรวมถึงการลงแป้ง) บางครั้งเตารีดที่เราซื้อมาใหม่รีดผ้าเหล่านี้ไม่เรียบ ทั้งๆที่หมุนความร้อนจนสุดแล้ว การปรับเทอร์โมสตัทต้องทำด้วยความระมัดระวัง หมุนปรับทีละน้อย และอย่าปรับมากจนเกินไป เช่นปรับครั้งละ หนึ่งในสี่ของรอบ แล้วทดลองรีดดู และไม่ควรปรับเกิน 1.5รอบ

     ข้อควรระวังหลังการเพิ่มความร้อนให้เตารีด ความร้อนของเตาจะสูงขึ้น การหมุนลูกบิดปรับความร้อนจะต้องลดลงจากเดิม หากหมุนเท่าเดิมอาจทำให้ผ้าเสียหายได้ เนื่องจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น ให้ทดลองรีดจากความร้อนที่ต่ำก่อนแล้วค่อยหมุนเพิ่ม

 

เตารีดไฟฟ้าแบบไอน้ำ  เป็นเตารีดที่สามารถสร้างไอน้ำด้วยตัวเอง เพื่อช่วยให้การรีดผ้าง่ายขึ้น โดยไอน้ำจะทำให้ใยผ้าคลายตัว

 

เตารีดไฟฟ้าแบบไอน้ำ เป็นเตารีดชนิดเบาที่มีช่องบรรจุน้ำในตัวเพื่อใช้สำหรับการสร้างไอน้ำ สามารถสร้างไอน้ำต่อเนื่องได้หลายระดับ และสร้างไอน้ำแบบเทอร์โบได้ พร้อมทั้งการพรมน้ำระหว่างรีดได้ เป็นเตารีดอีกแบบหนึ่งที่ช่วยให้งานรีดผ้าง่ายขึ้น เตารีดไอน้ำแบบนี้เหมาะสำหรับใช้ในครัวเรือน ควรอ่านคำแนะนำการใช้งานก่อนใช้

     หลักการทำงานของเตารีดชนิดนี้คือการหยดน้ำลงบนแผ่นความร้อนโดยตรงเพื่อให้เกิดไอน้ำ แล้วพ่นไอน้ำออกทางหน้าเตา ไอน้ำจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการปรับระดับไอน้ำ สำหรับพลังเทอร์โบเป็นการฉีดละอองน้ำไปที่แผ่นความร้อนเพื่อให้เกิดไอน้ำที่มีแรงดันเพิ่มขึ้น เตารีดจะต้องร้อน แล้วต้องเว้นระยะเพื่อให้แผ่นความร้อน ร้อนพอที่จะเผาน้ำให้เกิดไอน้ำ

     ข้อด้อยของเตารีดชนิดนี้คือเมื่อใช้งานไปนานๆ น้ำที่หยดลงแผ่นความร้อนจะทำให้เกิดคราบตะกรัน พอกหนาขึ้นจนทำให้หน้าเตาด้านในไม่ร้อนพอที่จะสร้างไอน้ำ กลายเป็นหยดน้ำที่ปนด้วยตะกรันออกมาทางหน้าเตา ดังนั้นจึงไม่เหมาะสำหรับร้านซักรีด

     อีกประการหนึ่งก็คือการควบคุมปริมาณไอน้ำ และการใช้งานไอน้ำค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะไอน้ำจะออกตลอดเวลา คือเมื่อวางเตารีดลงไอน้ำก็จะเริ่มทำงาน การรีดผ้าด้วยไอน้ำตลอดเวลาผ้าบางชนิดก็ใช้ได้ผล ผ้าบางชนิดก็ไม่ได้ผลผ้าจะคืนตัวไม่เรียบ

     ในผ้าบางชนิดเมื่อเราเปิดให้ไอน้ำทำงานในครั้งแรกเพื่อให้ใยผ้าคลายตัว เสร็จแล้วต้องปิดไอน้ำแล้วรีดด้วยเตาเปล่าซ้ำอีกรอบ ผ้าถึงจะเรียบ แต่วิธีนี้จะต้องปิดเปิดตัวปรับไอน้ำบ่อยๆจะทำให้เตารีดเสียเร็วขึ้น

 

เตารีดไฟฟ้าแบบไอน้ำแยกหม้อต้มแรงดันสูง(4.5บาร์) เป็นเตารีดที่มีหม้อต้มน้ำเพื่อผลิตไอน้ำแยกต่างหากจากตัวเตารีด เมื่อใช้งานไอน้ำจากหม้อต้มจะถูกพ่นไปที่แผ่นความร้อน เมื่อไอน้ำธรรมดาถูกความร้อนจะแตกตัวเพิ่มแรงดันขึ้นอีกหลายเท่าตัว แล้วถูกพ่นออกทางหน้าเตา

 

เตารีดไฟฟ้าแบบไอน้ำแยกหม้อต้มแรงดันสูง(4.5บาร์)  เป็นเตารีดอเนกประสงค์อีกแบบหนึ่ง ที่สามารถรีดผ้าได้หลากหลาย ง่ายและเร็วขึ้น เหมาะสำหรับผ้าใยสังเคราะห์

     สามารถใช้งานเป็นเตารีดธรรมดา เตารีดผสมไอน้ำ หรือใช้เป็นเครื่องเป่าไอร้อนได้

     เตารีดธรรมดา สามารถรีดได้ตั้งแต่ความร้อนต่ำจนถึงความร้อนสูงสุด โดมที่ไม่ต้องใช้ไอน้ำ ระบบภายในจะตัด(พัก)การทำงานของหม้อต้มน้ำไว้ชั่วคราว

     เตารีดผสมไอน้ำ การใช้งานระบบไอน้ำจะต้องสัมพันธ์กันระหว่างปริมาณไอน้ำและความร้อนของเตารีด(ควรอ่านคู่มือการใช้งานก่อนการใช้งานจริง) เพื่อให้ได้งานรีดที่ดี

     เครื่องเป่าลมร้อน เหมาะสำหรับการคลายเส้นใยผ้าให้ผ้าเรียบขึ้นโดยที่ไม่ต้องวางเตารีดลงบนผ้า สามารถรีดได้ทั้งแนวตั้งคือการแขวนผ้า เช่นสูท(สูทแท้) และแนวนอนคือเป่าเหนือผ้า เช่นชีฟองอัดลาย เป่าเพื่อคลายรอยยับ

     ความสัมพันธ์ของปริมาณไอน้ำกับระดับความร้อนของเตารีด มีผลต่อประสิทธิภาพการรีด ความร้อนเคารีดต่ำจะได้ไอน้ำแรงดันต่ำที่มีความชื้นมาก เตารีดร้อนจะได้ไอน้ำแรงดันสูงและแห้ง แบบแรกเหมาะกับการคลายผ้าไหม แบบหลังเหมาะกับผ้ายีนส์ สำหรับการเป่าผ้าในแนวตั้งข้อควรระวังคือความร้อนของเตารีดจะสูงอย่าให้ถูกเนื้อผ้าโดยตรงผ้าจะไหม้ได้

     *ก่อนการใช้งาน ควรอ่านคำแนะนำ วิธีใช้และข้อควรระวังของผลิตภัณฑ์ เพื่อความปลอดภัย

    

     เตารีดไอน้ำแบบแยกหม้อต้มเอนกประสงค์(ไม่รวมถึงแบบอุตสาหกรรม)มีสองแบบคือ เติมน้ำไม่ได้ กับเติมน้ำอัตโนมัติ

     1.แบบเติมน้ำไม่ได้ หมายถึงการเติมน้ำในหม้อต้มได้เพียงหนึ่งครั้งต่อรอบ เมื่อน้ำในหม้อต้มหมดจะไม่สามารถเติมน้ำเข้าไปใหม่ได้ทันที ต้องรอให้หม้อต้มเย็นก่อนจึงจะเติมน้ำได้ ทั้งนี้เพราะว่าในขณะที่หม้อต้มยังร้อนจะมีแรงดันไอน้ำอยูภายใน เมื่อเราเปิดฝาวาล์วนิรภัยเพื่อเติมน้ำ อาจถูกไอน้ำร้อนลวกมือได้ และเมื่อเติม น้ำลงในหม้อต้ม อาจถูกน้ำร้อนลวกมือได้(เหมือนเทน้ำลงในหม้อร้อน)

     ก่อนการใช้งานต้องเติมน้ำลงในหม้อต้มให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม(ดูจากคู่มือการใช้งาน)ไม่น้อยจนเกินไปจะทำให้น้ำหมดไว และไม่มากจนเกินไปซึ่งมีผลต่อการผลิตไอน้ำในช่วงแรก(เมื่อมีที่ว่างสำหรับไอน้ำน้อยปริมาณไอน้ำที่ได้ก็จะน้อยและแรงดันต่ำ) วิธีวัดปริมาณน้ำในหม้อต้มง่ายๆคือ เปิดฝาหม้อต้ม เทน้ำในหม้อต้มออกให้หมด ตวงน้ำให้ได้ปริมาณตามที่เครื่องต้องการ เสียบกรวยแล้วเทน้ำเข้าไป ให้เอาตะเกียบไม้จุ่มลงไปจนสุดแล้วดึงตะเกียบออกมา ดูรอยน้ำบนตะเกียบแล้วทำเครื่องหมายไว้บนตะเกียบ เมื่อเราต้องการเติมน้ำในครั้งต่อไป เพียงเอาตะเกียบนี้(ต้องแห้ง) จุ่มลงไปในหม้อ แล้วดึงขึ้นมาดูระดับน้ำ เติมน้ำ(กะพอประมาณ) แล้วลองวัดดูใหม่ ถ้าได้แนวที่กำหนดไว้บนตะเกียบก็เป็นอันใช้ได้(ทำบ่อยๆก็จะกะปริมาณน้ำได้ง่ายขึ้น) ถ้ามากไปต้องดูดออก เสร็จแล้วปิดผา เปิดสวิช เครื่องก็เริ่มทำงาน

     จะใช้เวลาในการต้มน้ำครั้งแรกนานหน่อย แต่มีข้อดีคือสามารถให้กำลังสำรองไอน้ำได้มากกว่า จะเห็นได้ชัดเจนในกรณีที่รีดแนวตั้ง(เป่า) การใช้งานเตารีดแบบนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ควรอ่านคู่มือการใช้งานของผลิตภัณฑ์นั้นให้ละเอียด

     2.แบบเติมน้ำได้(non stop) หมายถึงการเติมน้ำลงแทงก์พักน้ำของชุดหม้อต้ม ซึ่งมีทั้งแบบติดตายตัวและถอดออกได้ ก่อนการใช้งานให้เติมน้ำลงในแทงก์ในปริมาณที่เครื่องกำหนด เปิดสวิชให้เครื่องทำงาน เครื่องจะปั๊มน้ำจากแทงก์พักเข้าสู่หม้อต้ม(หากมีปริมาณน้ำในหม้อต้มพออยู่แล้วเครื่องก็จะไม่ปั๊มน้ำเข้า) จะใช้เวลาต้มน้ำเร็วกว่าแบบแรก คือต้มในปริมาณน้อยแต่บ่อยๆ สามารถใช้งานเร่งด่วนได้

     เตาแบบนี้กำลังสำรองไอน้ำจะน้อยกว่า แต่อาศัยหลักการต้มเร็วเพื่อชดเชย จะสังเกตง่ายๆก็ตอนรีดแนวตั้ง ที่ต้องรอไอน้ำเพราะการรีดแนวตั้งต้องใช้ไอน้ำปริมาณมาก

     สามารถใช้งานเตารีดแบบนี้ได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องพักเครื่อง เพียงเติมน้ำในแทงก์ให้อยู่ในระดับที่กำหนดเท่านั้น

 

     ตามที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเรื่องของชุดหม้อต้ม สำหรับตัวเตารีดก็แยกเป็นสองแบบด้วยกัน

     1.แบบฮีทเตอร์อัลลอยหล่อขึ้นรูปเป็นหน้าเตา สามารถให้ความร้อนดีกว่า เพราะความร้อนออกมาจากฮีทเตอร์โดยตรง กินกำลังไฟฟ้าน้อยกว่า โดยมากจะให้กำลังไฟ 1,000วัตต์ บางครั้งอาจเจอปัญหาท้องแตก(หน้าเตาแตก) เนื่องจากถูกไอน้ำเป่า การหดตัวขยายตัวของโลหะตรงจุดนั้นบ่อยๆอาจทำให้เกิดรอยแยกที่หน้าเตา ไอน้ำและ น้ำจะรั่วตรงจุดนี้ที่ให้การรีดไม่ดี ต้องเปลียนใหม่

     2.แบบมีแผ่นหน้าเตาปิดทับบนฮีทเตอร์ ความร้อนหน้าเตาจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะฮีทเตอร์ก้บหน้าเตาไม่ใช่โลหะเนื้อเดียวกัน หน้าสัมผัสจะไม่แนบกัน โดยมากหัวเตาแบบนี้จะกินไฟ 2,000วัตต์ ถึงจะส่งความร้อนออกมาหน้าเตาได้ หากใช้ไปนานๆตะกรันไอน้ำแทรกเข้าไปข้างในความร้อนหน้าเตาก็จะลดลง(ไม่ร้อน)

     หัวเตารีดแบบนี้นิยมใช้กันมากเพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่าแบบโลหะหล่อ ในเตารีดไอน้ำแรงดันต่ำพบปัญหาแบบนี้มาก หน้าเตาแยกตัวออกจากฮีทเตอร์ ตะกรันเกาะ ล้วนมีผลให้เตาไม่ร้อน ผลคือน้ำหยด ตะกรันออกมาเลอะเสื้อผ้า

 

 

by primcm.com