เรื่องน่าสนใจ

                                                                                                                                               04/07/2556
 
   หน้าแรก   l   ประวัติส่วนตัว   l   อาการป่วย   l   พิธีบำเพ็ญกุศลศพ   l   จั่นเจาเล่าเรื่อง   l   แกลเลอรี่
 

 

วันนี้ของพี่รี่(11/06/56)

   เจ้าทรงบอกว่า พี่รี่อยู่สุขสบายดี บุญกุศลที่อุทิศไปให้ก็ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตกหล่น พี่รี่ยังแบ่งปันบุญให้ผู้อื่นอีกด้วย (เราว่าถ้าแบ่งปันบุญให้ผู้อื่นมากๆ บุญจะร่อยหรอลงหรือว่ายิ่งแบ่งยิ่งเพิ่ม กลัวหมดจ๊ะ) พี่รี่แวะมาหาเจ้าทรงที่ตำหนัก เพราะวันนี้ทำพิธียกขันครู

 
อนุสรณ์ตอนลาจาก  ( 6 / 11 / 55 )  พี่รี่เขียนไว้สั้นๆในคอมพ์
 

 

ภาพชุดหมีย้ายไปหน้าแกลเลอรี่แล้ว

 

   เดือนธันวาคม 2555 พี่รี่บอกว่าอยากทำของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนๆ เพื่อเป็นการขอบคุณเพื่อนๆที่คอยให้ความช่วยเหลือมาตลอด เป็นของที่แตกต่างจากทั่วๆไปเพื่อให้มีคุณค่า ก็สรุปว่าทำเสื้อก็แล้วกัน พี่รี่เคยชวนแอ้ให้แวะร้านจิปาถะ อยู่ใกล้แยกข่วงสิงห์ตรงข้ามตลาดบริบูรณ์ วันที่ชวนน่ะดูท่าจะไม่ค่อยไหวก็เลยบอกว่าวันหลังค่อยมา ก็แย้งเค้าว่าร่างกายยังไม่แข็งแรงเลยจะมานั่งวาดรูปอีก รอให้ดีขึ้นกว่านี้แล้วค่อยทำ (ที่ขัดใจเนี่ยเพราะเป็นห่วงสุขภาพ) หลังจากนั้นพี่เค้าก็ไม่ชวนแวะอีกเลย แต่กลับฝากพี่อ้อ(พี่สะใภ้) ไปซื้อให้ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ทำสักที (เค้าคงแอบโกรธเราด้วยมั้ง)

   หลังจากที่พี่รี่เสียชีวิต พี่ๆถามกันถึงแบบทำเสื้อ ก็หากันหลายวันก็หาไม่เจอ กระดาษแผ่นนี้เคยหยิบขึ้นมาดูแล้ว แต่คิดว่าคงเขียนเล่นเกี่ยวกับกีฬา(ดูผ่านๆ) สุดท้ายก็เอะใจ ค่อยๆตีความทีละรูป ถึงบางอ้อ ต้องให้เดรี่ช่วยบอกคุณลักษณะพิเศษของแต่ละบุคคล ประกอบกับรายชื่อใบเล็กที่พี่รี่เขียนไว้

 

   ตอนนั้น 14 มกราคม 2556 ยังหารูปแบบร่างทำเสื้อนี้ไม่เจอ ยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำ ก็มีความคิดแว็บขึ้นมาที่จะทำของสักชิ้นหนึ่งมอบให้แด่เพื่อนสนิทที่ให้ความช่วยเหลือพี่รี่มาตลอด แทนคำขอบคุณ พี่รี่เลือกรูปหมีเหล่านี้ ทำด่วน แล้วก็แจกด่วนหลังพิธีบำเพ็ญกุศลศพ (พี่รี่เลือกเองเน่อ....) (แทนเสื้อด้วย)
   รูปนี้แหละที่พี่กบเค้าบ่นว่าทำไมแพงจัง และก็ไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไรด้วย

 

  อะไรคือภาระกิจสุดท้าย 

**คำแนะนำ... บทความต่อไปนี้อาจมีข้อความหรือเนื้อหาเกินความเป็นจริง หรือส่อไปในทางลุ่มหลงงมงาย หรือเนื้อหาพาดพิงถึงบุคคลที่สาม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนเกิดความเสียหายต่อบุคคลเหล่านั้น ดังนั้นจึงขอความกรุณาใช้วิจารณญานในการอ่าน เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง

  
   มกราคม 2555 พี่รี่บอกเดรี่ว่าเค้าเหนื่อยง่ายเหนื่อยเร็ว ขึ้นบันไดลงบันไดก็เหนื่อย คุยให้ฟังวันที่ไปเที่ยวดอยขุนช่างเคี่ยนดูซากุระบาน (ตอนนั้นยังไม่เหนื่อยมาก) แม่ก็คุยให้ฟังนะว่าพี่รี่เค้าเป็นอะไรไอไม่ยอมหายสักที บอกให้กินยาก็ไม่กิน บอกให้ไปหาหมอก็ไม่ไป แต่บอกแม่ว่าจะขับพิษเอง ไอให้พิษมันออก

   กรณีอย่างนี้พี่เค้าเป็นหมอน่าจะรู้ดีว่าควรจะกินยาอะไร ควรจะไปหาหมอเมื่อไหร่ แต่กลับจะขับพิษออกเอง(ขอพระอาจารย์ช่วย) (บางทีก็บอกว่าเป็นบททดสอบของพระอาจารย์ จะสอบได้หรือสอบตก จะได้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือไม่) หรือพี่รี่รู้ว่ากำลังถูกกระทำด้วยสิ่งชั่วร้าย

   ระยะหลังได้ข่าวว่าขัดแย้งกันในสำนัก คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องพิธีกรรมอะไรต่างๆที่มีบ่อยมาก และมีค่าใช้จ่ายมาก จนรับไม่ไหว คิดว่าคงจะเป็นการขอถอนตัว (บางเรื่องก็ไม่เข้าใจ มารดำมารขาว ) (การเปลี่ยนขั้วของพระอาจารย์ที่ตัดสินใจไม่เลือกศิษย์คนเดิมให้ทำงานต่อแต่กลับมาเลือกศิษย์ใหม่ให้มาทำงานแทน หาว่าคนเดิมไม่ดี )

   เห็นแม่เล่าว่าพี่วิ.. ไม่ยอมให้ถอนตัวอย่างไรแล้วจะต้องกลับมาอีก อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าถ้าจะให้กลับขอตายดีกว่า เรื่องอย่างนี้เข้าแล้วออกลำบาก(ไม่เหมือนเข้าร้านเซเว่น) อันตรายถึงชีวิต พี่รี่ประมาทไปหน่อย เพราะแต่เดิมมักจะเข้าสำนักนู้นออกสำนักนี้แล้วไม่มีผลตามหลัง คงไม่คิดว่ามีเจ้าหรือเทพบางองค์ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เข้ามาเป็นศิษย์และตั้งสัจจะ(เข้าร่วมงานของตำหนักหรือสำนัก) แต่ตอนหลังเห็นท่าไม่ค่อยดี(ไม่เข้าท่า) จะขอถอนตัวออกไปเนี่ย พวกนี้ถือว่าเสียสัจจะ เอาถึงตายเลยนะ (เสียสัจจะกับมนุษย์ด้วยกันยังพอไหว แต่เสียสัจจะกับผี...ตาย)

   ต้นเมษายน55 คราวนี้หนักเอาการ หมอแด้รับพี่รี่ไปหาหมอด้วยอาการป่วยของระบบหายใจ หมอสรุปว่าเป็นน้ำท่วมปอด ต้องเจาะเอาน้ำออกอาการจึงจะทุเลา เอาออกแล้วเดี๋ยวก็มีอีก เดี๋ยวซ้าย เดี๋ยวขวา (หมอสรุปว่าอาการของมะเร็งระยะท้ายๆแล้ว พยากรณ์ว่าอยู่ได้ไม่นาน ) น้ำไม่แห้งสักที

   12 เมษายน 55 ที่ตำหนักเจ้าทรงที่นับถือ (ที่นี่เคยรักษาอาการป่วยที่ไม่ทราบเหตุให้หาย) ทักว่าเป็นการกระทำของคุณ ว. ที่พี่รี่ผิดคำสาบานว่าจะช่วยทำสำนักให้สำเร็จและยิ่งใหญ่ จากน้ำเวทย์มนต์ที่ดื่มบ่อยๆได้ซึมอยู่ในร่างกาย ตอนนี้ถูกกำหนดให้สำแดงฤทธิ์ มันไม่ออกมาเป็นฉี่ ดันไปออกที่ปอด เนี่ยกะจะเอาชีวิตให้ม้วยมรนังในวันสังขารล่อง คือคืนวันที่12เมษาเป็นต้นไป(หมายถึงจ๋นวัน คือเป็นช่วงของวันที่เหมาะกับการทำสิ่งชั่วร้าย แล้วก็ไม่มีใครกระทำพิธีแก้ใดๆในช่วงนี้ คือ วันสังขารล่อง วันเน่า วันพญาวัน วันปากปี๋ ) งานเข้าแล้วซิ..  ทำอย่างไรดี ช่วยได้ไหม ? คำตอบคือได้ แต่ต้องตั้งขันแก้ในวันนี้(12เมษาก่อนสังขารล่อง)โอ้โห ต้องตัดสินใจด่วน เพราะคุยกับเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา(จะคุยได้ก็ตอนเข้าทรง) ทีแรกก็ลังเลอยู่ว่าจะทำดีไหม (เพราะที่นี่ค่าขันค่อนข้างแพง) ท้ายก็ตัดสินใจทำ ก็ตั้งสัจจะอธิษฐานขอครูบาอาจารย์ช่วยให้รอด เนื่องจากมีวันที่ไม่เหมาะแก่การทำพิธีมากจึงต้องเลื่อนไปถึงวันที่26เมษา(หรือ29..ไม่แน่ใจ)

   26เมษาหมอธีก็ย้ายพี่รี่ไปรักษาต่อที่สวนดอก เพราะดูแลง่ายกว่า คราวนี้เจาะน้ำออกด้วยการคาท่อไว้เลย ปล่อยน้ำให้ไหลเข้าไปในขวด ไม่ต้องเจาะบ่อย

   29เมษาทำพิธีแก้ มีขันมีสะตวง (ทำกับเจ้าตัวโดยตรงไม่ได้เพราะนอนอยู่โรงพยาบาล และเจ้าตัวไม่มีจิตรที่จะทำ ) ต้องทำพิธีผ่านสะตวง ถอดพิษออกใส่สะตวงแล้วเอาไปล่องน้ำปิง  อาการดีขึ้น น้ำออกน้อยลง

   อยู่ที่โรงพยาบาลควบคุมการรักษาแบบนี้ยากมาก เพราะเป็นสถานที่เปิดโล่ง ทุกอย่างสามารถเข้ามาได้หมด ทั้งคนทั้งผีและทั้งของ มาแบบตรงๆและแฝง มีมาหลายแบบ พี่รี่โดนอ่วมไปเลย

   คุณ ว. รู้ว่ามนต์ของตัวเองถูกแก้ ก็ไม่ละความพยายาม ส่งคนเอาน้ำมาให้กิน ถูกโปะแป้งปอดแบบไม่เคยทำ (เป่าแป้งครั้งแรกไม่ติด แคะออก เป่าใหม่ทีนี้ติดทั้งสองข้างเลย)

   ยิ่งแก้ก็ยิ่งทำ พี่รี่ไม่เชื่อเรื่องนี้(เพราะสนใจแต่พระอาจารย์) เจ้าที่รับจ๊อบนี้ก็เหนื่อยเอามากๆเหมือนกัน เพราะมันไม่ยอมเลิก การแก้ด้วยจิตต์จะอ่อนกว่าการแก้ที่เจ้าตัว ต้องใช้พลังมาก ไม่เหมือนประทับทรงแก้ตรงๆ เจ้ายังถอดใจขออณุญาตปลดขัน เพราะไม่คุ้ม ต้องนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อย

   ตอนที่จะออกจากโรงพยาบาลก็ถูกทักว่าอยู่ไม่ได้หรอก (ตายชัวร์) เกี่ยวกับการหายใจ มันก็จริงอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะพี่รี่มีปัญหาเรื่องการหายใจ ถ้าไม่มีออกซิเจนช่วยก็ไม่รอด การกลับมาอยู่บ้านต้องใช้ออกซิเจนมาก เป็นกังวลอยู่ว่าจะมีพอใช้ไหม ต้องเตรียมไว้ เพราะร้านหยุดวันอาทิตย์

   ก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำพิธีแก้แล้วก็น่าจะดีขึ้นหรือหาย แต่ปรากฏว่าอาการป่วยทางกายภาพมันไม่หายตาม สิ่งชั่วร้ายต่างๆถูกถอดออกไป เหลือซากชีวิตไว้ ข้อเท็จจริงคืออะไร ป่วยจริงแล้วถูกซ้ำด้วยสิ่งชั่วร้ายงั้นหรือ

   ช่วงนี้สับสนหน่อย น่าจะเป็นช่วงที่พี่รี่ปฏิเสธการรับคีโม พอดีร่างกายดีขึ้น ก็เลยให้กลับไปพักพื้นที่บ้าน(ให้ไปตายที่บ้านว่างั้นเถอะ) ก็พออยู่ได้ แต่ต้องใช้ ออกซิเจนช่วย ตลอดเวลา ต้องมีถังออกซิเจนขาด8คิว สองถัง มีถัง2คิวอีกสอง 

   ก็พออยู่ได้ แต่ก็มีอาการท้องเสีย กินอาหารไม่ได้ มันอาเจียนออก ต้องนั่งหลับ(หลับบ้างไม่หลับบ้าง จะนอนได้อย่างไร ในเมื่อเอนลงนอน ไอ้แน่นอก หายใจไม่ออก ใจหวิว เวียนหัว มากันเป็นชุด ต้องนั่งอย่างเดียว เจ็บก้นด้วย

   คราวนี้คุณ ว. เล่นทีเผลอ จัดหนัก เพราะพี่แกรู้ว่าพี่รี่มีจิตต์ของลูกชายที่ตามติดอยู่ (ลูกที่ตายในครรภ์นั่นแหละ) ใช้วิธีสกปรก เรียกจิตต์ตัวนี้ไปแล้วเสี้ยมสอนให้เป็นจิตต์(วิญญาน)ที่ดุร้าย กลับมาทำร้ายแม่ตัวเอง ดูดกินเครื่องใน เป็นแผลไปหมด (ทางการแพทย์บอกว่ามะเร็งกินไปทั่ว) (ทางการผีเรียกว่าพรายดูด ดูดผอมแห้งตาย ก็เรียก ต๋ายพราย) ตอนนั้นพี่รี่ก็ย่ำแย่แล้ว กินไม่ได้นอนไม่หลับ

   กว่าจะรู้ว่าถูกลอบกัดพี่รี่ก็อาการแย่แล้ว คราวนี้ตั้งขันแก้อีก ตัวนี้มันแรง ต้องจอบพิษใส่ขันใส่สะตวงล่องน้ำปิง  ก่อนหน้าจะแก้อีกเนี่ย พี่รี่จะเหม็นกลิ่น ของบูดเน่าตลอด (ส่วนตัวลูกชายเจ้าบอกว่าจะเกลี้ยกล่อมให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นจิตต์ที่ดี แล้วจะพาไปอยู่ในที่ๆเหมาะสม ) หลังจากนั้นไม่นาน ลูกชายพี่รี่ก็มาลาเพื่อไปสู่ภพภูมิที่ดี พี่รี่เค้าจะได้กลิ่นเหม็นบูดในห้องอยู่สามวัน แต่เราไม่กล้าบอกว่าลูกชายเค้ามาลา กลัวพี่รี่จะไม่เชื่อ อันที่จริงน่าจะบอกนะ บอกว่าลูกชายมาลาแม่ ขอให้พี่รี่อโหสิกรรมให้ลูกชายที่มาทำร้ายแม่ด้วย อันนี้ตอนสุดท้ายของเรื่องลูกชายของพี่รี่ก็มารับพี่รี่ด้วย (ไอ้ตัวเล็กมารับแล้ว)

   พี่รี่ยังคิดว่าพระอาจารย์ยังช่วยเค้าอยู่ แต่จะทดสอบด้วยข้อสอบต่างๆนาๆ ถ้ารอดก็จะได้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มีเรื่องแปลกๆเล่ามากมาย เช่นการเกิดภัยพิบัติต่างๆ พี่เค้าต้องยอมเสียสละเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ตัวเองต้องเจ็บป่วยต้องสูญเสียพลัง ฯลฯ

   รู้ว่าพี่รี่เหงาต้องการเพื่อนคุย แต่เราก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะพี่แกจะคุยแต่เรื่องเหล่านี้ ก็มีขัดใจกันบ้างเพราะเราดันไปชวนให้พี่รี่ไปรักษากับเจ้าทรง(องค์ที่ได้เขียนไว้ข้างต้น) พี่เค้าไม่เชื่อไม่เชื่อ เพราะเมื่อก่อนทักว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม แล้วยังทำให้เสียเงินบ่อยๆต้องแก้โน่นแก้นี่ ค่าขันแก้ก็แพง ก็เลยเลิกลาไป

   ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิดที่ชวนพี่รี่ไปรักษากับเจ้าทรง ก็อยากให้หาย ก็ขัดใจกันหลายครั้งเรื่องพระอาจารย์ ว่าทำไมปล่อยให้ป่วยเจียนตาย ทำไมไม่ช่วย ทำไมไม่แก้ไข ช่วยให้หายป่วยจะได้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือว่าพระอาจารย์ไม่มีจริง

   สุดท้ายพี่รี่ก็ยอม ด้วยเหตุผลที่ต้องการหายป่วยหรืออยากลองก็ไม่รู้ ก็ต้องตั้งขันแก้ ตอนนี้ก็ต้องสัจจะอีกแล้ว ขอกลับเป็นศิษย์ ขอครูบาอาจารย์ช่วยรักษา (เล่นกับสัจจะอีกแล้ว)  ก็อาการดีขึ้นมาก สามารถเดินออกไปชื้อของหน้าม. กันเดรี่ได้ เดินไปเซเว่นหน้าม.ได้ ไปร้านแว่นตาเองได้ (นี่ยังกะว่าจะไปกินเลี้ยงบ้านเพื่อนอีกนะ แต่ถูกเอาเบรกไว้)

   ก็ยังไม่เฉลียวใจ เกี่ยวกับเรื่องของคนใกล้ตาย(พี่ชายมักจะพูดเสมอว่าพี่รี่อยู่ไม่ได้หรอก ต้องตายเร็วๆนี้ ด้วยเหตุผลทางการแพทย์) คือคนที่ป่วยใกล้ตายมักจะมีช่วงหนึ่งที่อาการป่วยจะดีขึ้น เหมือนกำลังหายป่วย แล้วสุดท้ายก็จะทรุดลง จนถึงตาย เราหลอกตัวเองหรือเปล่าว่าพี่รี่จะต้องหาย(ให้กำลังใจพี่รี่ว่าจะต้องหายด้วย)

   พี่รี่ขอเจ้าทรงช่วยให้หายพอไปทำงานได้ เพราะนัดกับ ผ.อ. โรงพยาบาลช้างเผือกไว้ว่าจะไปทำงานที่สาขาป่าตัน ร่างกายก็ดีขึ้นนะ (จะสอดคล้องกับข้อความข้างบนนี้หรือเปล่า) ตกลงก็ไปทำงานได้ตามที่รับปากไว้ แต่ก็ไม่สู้ดีนักเท่าไหร่ เพราะมีปัญหาด้านการหายใจ ที่ทำงานก็มีถังออกซิเจน2คิวเตรียมไว้ให้ ตอนอยู่บ้านก็ดม ออกจากบ้านก็ดม(ต้องมีถัง O2ไว้ในรถด้วย) ขึ้นรถก็ดม ถึงที่ทำงานต้องเดินไกลเพื่อขึ้นบันไดไปชั้นสอง กินเวลาพอสมควร พี่รี่บอกว่าเหนื่อย (บางคนเค้าว่าพี่รี่ไม่มีแรงเดินมากกว่า) ขึ้นบันไดร่วม 30ขั้น สองขั้นสามขั้นก็หยุด พอถึงชั้นสองก็ต้องตั้งหลักก่อน(พักเหนื่อย) แล้วค่อยเข้าห้องทำงาน ตอนนี้ก็ดมอีกสักพักหนึ่งจึงจะทำงานได้ เป็นอย่างนี้ทุกวัน บางวันก็ดูดีบางวันก็แย่

   คราวนี้ขออีก ขอให้หายใจได้ดีขึ้น (คิดว่าไม่น่าจะดีขึ้น เพราะคาถาแรงไป) ก็ทำได้ยากนะ เพราะเครื่องในต่างๆมันไม่ค่อยจะดี เจ้าขอเวลาหนึ่งปีในการรักษา ต้องหมั่นมาอัพเดท พี่รี่ใจร้อนอยากหายไวๆ ขอเร่งคาถา ก็ร่างกายไม่แข็งแรงจะให้สู้กับคาถาแรงๆได้อย่างไร (ใช้น้ำมนต์ถีบปอดให้หลุดออกจากกาว) ก็มีผลข้างเคียงคืออักเสบ เจ้าบอกให้ทานยาแก้อักเสบช่วย ถามใครเรื่องยาแก้อักเสบก็ไม่มีใครรู้เรื่องและไม่สนใจ เจ้าพยาธิเองยังไม่เชื่อเลย ก็เลยไม่ได้กิน (ในความคิดของเรา ถ้าจะใช้ แอมม๊อกซิล ไม่ได้เลยหรือ แม้จะหายาให้ตรงกับโรค?ไม่ได้ แต่ก็ขอให้ได้กินเถอะน่า ก็น่าจะช่วยได้ ) เอาเป็นว่ายาฝรั่งก็ไมได้กิน น้ำมนต์ก็ไม่กิน แล้วมันจะเป็นอย่างไรเล่า อาการก็ทรงๆอยู่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

   มาวันหนึ่งมีเรื่องไม่คาดคิด ราวๆสามสี่วันก่อนเข้าโรงพยาบาล ตอนหัวค่ำ คนชื่อ(อ.)(ม.ทรงเลี้ยง) มาที่บ้านมาถามหาพี่รี่ มันบอกว่าโทรหาพี่รี่หลายครั้งก็ไม่รับสาย ไปดูที่บ้านเชียงใหม่แลนด์เพื่อนบ้านบอกว่าไม่สบาย ตึกก็ขายไปแล้ว มันเลยตามมาดูที่หน้าม. ดูมันทำผมทรงวัยรุ่นที่เจลลูบให้แหลมเป็นทางยาว ใส่ทอง ที่นิ้วก็ใส่แหวนทองเกือบทุกนิ้ว วงเบ้อเร่อที่หัวแหวนโตๆนั่นแหละ ก็ไม่อยากเสียมารยาท ก็ให้มันเข้าบ้าน มันดัดจริตมานั่งพับเพียบตรงปลายเตียงแม่ จับขาจับเท้าแม่ บอกแม่ว่ามันเสียใจที่ไม่ได้ดูแลพี่รี่ มันขอโทษ มันบอกว่าต่อนี้ไปมันจะมาดูแลพี่รี่ เราไม่อยากให้มันเข้าไปในห้องพี่รี่ พอเราเผลอมันก็รีบเดินไปหลังบ้านถือวิสาสะเข้าไปในห้อง (มันคงจะได้ยินเสียงพี่รี่) มันเข้าไปคุยอะไรก็ไม่รู้ เดรี่ก็บอกมันว่าให้ออกไปอยูข้างนอก มันก็ไม่ไป มันดื้ออะไรของมัน มันจะมานั่งเฝ้าทำไม เรารำคาญก็เลยออกไปทำงานต่อหน้าบ้าน ก็ปล่อยให้เขาคุยกัน(เราก็ไม่รู้ว่าเขายังมีอะไรกันอยู่บ้าง) (ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลพี่รี่ก็คงจะเรียก) แล้วมันก็ออกไปซื้อของกินของใช้มาให้พี่รี่ ออกไปนานเหมือนกัน แล้วมันก็กลับเข้ามาพร้อมของกิน(โจ๊ก) กระดาษชำระผ้าอนามัย แล้วมันก็เข้าไปหมกตัวอยู่ในห้อง บอกให้ออกมามันก็ไม่ออก ไอ้นี่มันบ้าอะไรของมัน เดรี่เรียกมันหลายครั้งมันก็ไม่ออก สุดท้ายของขึ้นก็ไล่มันออกมาคุยที่โต๊ะกินข้าวที่แม่นอนนั่นแหละ บอกมันว่าจะมาดูแลทำไม ตัวเองก็มีลูกเมียแล้วก็ควรจะไปดูแลพวกเขาซิ พี่รี่เค้าไม่ได้มีอะไรกับตัวแล้ว (ก็ไม่รู้นะก็ว่าไปอย่างนั้น) จนสุดท้ายมันยอมกลับ มันบอกว่าแล้วจะมาอีก ไอ้เราของขึ้นก็เลยบอกมันว่าไม่ต้องมาอีกพี่เขาไม่มีอะไรด้วยแล้ว เราดูแลกันเองได้ ดูท่าทางมันคงโกรธเราน่าดู มันไปแล้วมันก็ไม่กลับมาอีกเลย แต่มันฝากของที่ระลึกไว้ให้(เดี๋ยวค่อยเล่าว่าพิเศษอย่างไร) หลังมันไปแล้วไปถามพี่รี่ว่ามันพูดอะไรบ้าง มันบอกว่าจะมาดูแล พี่รี่บอกว่าไม่สนใจห่มผ้าแล้วแกล้งหลับมันก็ไม่ยอมไป(ทำไมพี่รี่ไม่เรียกพวกเราเข้าไปช่วยนะ) ไล่มันกลับมันก็ไม่กลับ มันนั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น สุดท้ายพี่รี่บอกว่ามันมาล้วงผ้าห่มมาจับแข้งจับขาดึงแข้งดึงขาอะไรไม่รู้ของมัน (ขอรวบรัด) พอมันกลับไป เดรี่สังหรณ์ใจเลยเอาฝักส้มปล่อยไปให้พี่รี่เช็ดตรงที่มันจับ

   ไม่คิดเลยว่าของฝากของที่ระลึกของมัน ที่มันนำมามอบให้พี่รี่จะหมายถึงความตาย หลังจากวันนั้นพี่รี่ก็ไม่ค่อยสบาย ไปตรวจตนไข้ยังไม่ไหวเลย วันสุดท้ายที่ต้องไป วันนั้นคนไข้ที่นัดไว้มีเยอะ ก็ไม่อยากทิ้งคนไข้ จำได้ว่าเป็นวันอังคารเพราะหมอแด้กับหมออ้อมาหาแม่ที่บ้าน พวกเราก็บอกว่าไม่ไหวก็ไม่ต้องไป ก็ตั้งหลักอยู่นาน สรุปคือไป (ด้วยสำนึกแห่งแพทย์) วันนั้นสร้างความวุ่นวายให้เจ้าหน้าที่นิดหน่อย เพราะเราแนะนำให้พี่รี่ขอลงตรวจที่ชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ที่นี่เค้าก็ใจดีนะ ช่วยกันจัดห้องตรวจไว้ให้ตรงห้องโถงด้านล่าง แล้ววันนั้นก็เป็นวันที่พี่รี่ออกตรวจตนไข้เป็นครั้งสุดท้าย ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

   รุ่งขึ้นพี่รี่ขอลาหยุด ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลช้างเผือก Xray ดูปอด ดูระดับO2 การเต้นหัวใจ ดูผลแล้วไม่น่ามีปัญหา พี่รี่ชวนไปหาซื้อถัง O2 แบบพกพา จะได้เอาไปใช้ตอนขึ้นบันไดที่ทำงาน ก็ได้มาหนึ่งอัน ของminox เกือบหมื่นแน่ะ พี่รี่ไม่มีโอกาสได้ใช้มัน เพราะว่าของฝากออกฤทธิ์ บ่ายของวันพุธ พี่รี่ไม่สบายอย่างหนัก ไม่รู้จะบรรยายอย่างไร มันหายใจไม่ได้ เจ็บปวด ใจหวิวใจสั่น ออกซิเจนเร่งเท่าไหร่ก็ไม่พอ ใช้อุปกรณ์ช่วยที่เป็นแบบลูกโป่งก็ใช้ไม่ได้ ทำอย่างไรมันก็ไม่ยอมพอง ใชวิธีอื่นเช่นแช่น้ำส้มป่อยเข้าเช็ดก็ไม่ไหว น้ำมนต์ก็ไม่ไหว จุดธูปเชิญเจ้ามาช่วยก็ไม่ไหว สุดท้ายตัดสินใจไปโรงพยาบาลดีกว่า ก็ยังเจอปัญหาอีก จะเอาไปสวนดอกก็ไม่มีแพทย์เจ้าของไข้ จะเอาไปช้างเผือกก็เหมือนกัน(ขอเว้นวรรคบางประโยคไว้ คิดว่าเป็นคราวเคราะห์ก็แล้วกัน) มันปิดหนทางไปหมด โทรฯ1669ขอมารับผู้ป่วยไปโรงพยาบาลหน่อย ทีแรกตั้งใจว่าจะมีรถพยาบาลมารับ ปรากฏว่าเป็นรถกู้ชีพสีเหลือง แต่เจ้าหน้าที่เขาก็ดูแลให้ดีนะ คิดว่าเราคงจะให้รายละเอียดผู้ป่วยไม่ละเอียดพอ เขาประเมินสถานการณ์ แล้วจึงจัดรถกู้ชีพมาให้

   คืนนั้นพี่รี่ก็ได้มารักษาตัวที่โรงพยาบาลช้างเผือก ก็ดีนะอยู่ใกล้หมอ มี O2 ให้ใช้แบบไม่ต้องเป็นกังวล ก็รักษากันไปตามอาการ(เพราะแพทย์ลงความเห็นแล้ว ชัวร์ ) งานนี้เดรี่มาดูแลเหมือนเดิม ก็มีขลุกขลักบ้าง เราเองก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเลย คอยฟังความคืบหน้าจากเดรี่เอา (ก็คนเดียวเหมารวด)

   ด้วยความที่อยากหายไวๆ ก็มีเรื่องอีกจนได้ คนที่ทำงานเป็นแม่บ้านที่สาขาป่าตัน เคยชวนพี่รี่ไปสำนักสำนักคนทรง เค้าว่าฃ่วยรักษาคนที่ป่วยอย่างนี้หายได้ พี่รี่ก็เคยชวนเราไปส่งเหมือนกันแต่เราไม่เห็นด้วย คราวนี้ได้โอกาสดี เลยพากันมาดูให้ที่โรงพยาบาลเลย ถามถึงบรรพบุรุษว่าใครมีลูกแล้วตายบ้าง ใครชื่ออะไรฯลฯ  แล้วก็ให้ทำพิธีอะไรก็จำไม่ได้ ทีนี้ติดลม พอรู้สึกไม่สบายก็โทรหา (ก็ไม่หายนะ ตอนหลังได้ยินว่าบ่นเหมือนกันว่าอะไรก็ทำแล้ว ไม่เห็นหายสักที)

   เราก็ยังเคืองพี่รี่อยู่นะที่ทำอะไรไม่ปรึกษาแล้วยังแอบทำอีก เคยขอร้องแล้วว่าให้ถือการรักษากับเจ้านี้ อย่าเอาไปปนกับสำนักอื่น เราก็เลยปล่อย อยากจะทำอะไรก็ทำไป ไอ้เราก็คันปาก ดันไปเล่าให้เจ้าที่รับงานนี้อยู่ฟัง (ผ่านร่าง) งานเข้า เจ้าเคืองไม่ช่วยเอาดื้อๆ เพราะว่าสัจจะกันไว้ว่าจะให้เจ้าองค์นี้รักษาแต่เพียงผู้เดียว แล้วเรื่องที่ถูกคนชื่อ อ. ทำ ก็เลยต้องยกเลิกไป

   คนชื่อ อ. คงจะมีอาจารย์เก่งคอยช่วยอยู่(ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี) มันดึงเอาข้าวเอาขวัญของพี่รี่ไป การที่จะเอาขวัญกลับคืนน่าจะยาก ต้องมีอาคมแก่กล้ากว่า เจ้าที่เราขอช่วยก็ไม่ได้รับปากว่าจะเอามาได้

   ไม่รู้เหมือนกันว่าที่มันทำให้พี่รี่มันมีจุดประสงค์อันใด ทีแรกน่าจะเป็นว่าอยากได้ทรัพย์สินเงินทองของพี่รี่ เพราะมันรู้ว่าพี่รี่ขายตึกไปคงจะมีเงินเยอะ แล้วก็ยังมีบ้านอีกหลัง ถ้ามันเข้าหาพี่รี่แล้วใช้วิชามารให้พี่รี่ยกของเหล่านั้นให้มัน (เอ.. เราคิดมากไปหรือเปล่า) สงสัยพี่รี่ไม่เล่นด้วย กับเราไล่มันออกบ้านด้วย ก่อนมันไปมันยังมาจับแขนเราอีก โหเราเจ็บเนื้อเจ็บตัวไปหลายวันเลย แล้วพี่รี่โดนมันดึงแข้งดึงขาจะไม่หนักเหรอ(ก็ได้เข้าโรงพยาบาลไง)

   มีข้อสงสัยอยู่ว่าคนที่ช่วยไอ้ อ. คงจะมีอาคม มีสิ่งชั่วๆคอยช่วยเหลืออยู่ ตอนที่รู้ว่าถูกเอาข้าวเอาขวัญไปเก็บ เจ้าที่ไปขอช่วยบอกว่าเอาคืนมายาก เราคิดว่าคงจะเก็บไว้ในผอบมีฝาปิดแล้วทับด้วยอาคมอะไรทำนองนั้น(เหมือนในหนังเลย) แสดงว่ามันก็แน่พอสมควร แล้วทำไมมันถึงต้องหมายเอาชีวิต ไปทำอะไรมันให้มันเคือง

   ได้ยินพี่กบคุยกับเดรี่ว่าหน้าตาพี่รี่เปลี่ยนไปเหมือนปีศาจเลย พอดีเดรี่จะไปถอนเงินให้พี่รี่ เกิดอาการเปลี่ยนใจให้เราไปแทน ก็ดีเหมืนกันจะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมด้วย ตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลก็ยังไม่ได้โผล่หน้าไปเลย เจ้าประคูณณณณ้ (ต้องลากเสียงให้ยาวพร้อมยกหางเสียงให้สูงด้วย) แทบไม่เชื่อตาตัวเอง มันเป็นภาพที่บอกไม่ถูกจริงๆ มันขนาดนี้เลยเหรอ? นั่งเหยียดขาบนเตียง เท้าแข้งขามันบวมเต่งใสยิ่งกว่าตุ๊กตาหุ่นโชว์เสื้อ นั่งทำหลังค่อมหน่อย แต่หน้าตามันดูไม่ได้ จะว่าบวมก็ไม่ใช่ มันผิดรูป ด่างดำ คล้ำ คือมันไม่มีราศรีแล้ว (ก่อนหน้าที่อยู่สวนดอก แม้จะป่วยหนัก มะเร็งไปทั่วตัว หน้าตาผิวพรรณก็ยังดูดี) จะว่าเป็นเพราะมะเร็ง ก็ส่วนอื่นๆยังสีไม่เปลี่ยน

   เราปรึกษาร่างทรงว่าจะทำอย่างไรดี เค้าบอกว่าเจ้าน้อยใจ(คิดว่าน่าจะโกรธมากกว่า) ที่พี่รี่ไม่รักษาสัจจะ ที่ให้เจ้าสำนักอื่นมารักษา เลยขอหยุดการดูแลไว้ก่อน (ดีนะที่ไม่ตาย ถ้าเป็นที่อื่น หากสัจจะให้แก้แล้ว แต่แอบไปให้ที่อื่นแก้ต่ออันนี้ถูกเล่นงานตายแน่) ก็ถูกเค้าหลอกเอาเงิน เอาข้าวเอาของไป บอกให้พี่รี่ฟัง พี่รี่ก็ว่าไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่คิดว่าไม่มีอะไร ก็ให้คุยกับร่างทรงนะ

   พี่รี่เอาเงินใส่มือแล้วอธิษฐาน(ไม่รู้ว่าอะไรบ้าง) แล้วเอาให้เรา นำไปขึ้นขัน ขอให้ช่วยแก้ไข แต่เราก็ไม่ได้ไปในวันนั้น จำไม่ได้ว่าเป็นวันอะไรน่าจะวันพุธ เจ้าไม่ลง แล้วมันบ่ายแล้วด้วย

   คิดว่าคงเป็นอีกวันหนึ่ง(สับสนอยู่) เราไปหาเจ้าทรง คุยกัน เจ้าบอกว่าแบบนี้ช่วยไม่ได้แล้ว มันดึงเอาข้าวเอาขวัญของพี่รี่ไปหมด สุดท้ายก็บอกว่าต้องทำใจนะ แล้วก็ขออนุญาตเรา ขอปลดขันแก้(ปลง) ลงก่อนนะ แล้วค่อยว่ากันอีกที ว่าจะช่วยกันอย่างไร คือช่วยให้ไปดี ไม่เจ็บปวด ไม่ทรมาน แล้วไปอย่างสงบ เราคิดไม่ออกว่าควรจะตัดสินใจอย่างไรถึงจะดี คือถ้าไม่อนุญาตพี่รี่ก็จะทรมานอย่างนี้ แต่ถ้าอนุญาตก็แปลว่าไป.. แล้วสุดท้ายก็ยอมอนุญาตให้ปลงขันลง (จะว่าไปเราตั้งขันพวกนี้ไว้หลายขันด้วยกัน) ก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะรวดเร็ว

   พี่รี่โทรฯมาถามเราว่าเจ้าเค้าบอกอะไรบ้างมีอะไรพิศดารไหม เอ.. ถึงตอนนี้เราจะบอกความจริงได้อย่างไร ก็บอกเพียงว่าไม่มีอะไร พี่รี่ก็ไม่ถามต่อ

   มันรวดเร็วจริงๆ บ่ายวันเสาร์พี่รี่บอกน้องเกศ พยาบาลเฝ้าไข้ว่าวันนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ เพลีย ง่วงนอนมากๆ พี่รี่หลับยาวเลย แบบแผ่วลงไปเลย เหตุการณ์ตอนนี้เราไม่รู้จริงๆ ไม่เห็นมีใครบอกให้เรารู้เลย นี่ถ้าหมดแด้ไม่โทรมาตอนบ่ายสี่โมงเราก็ไม่รู้ ทีแรกเราก็ยังงงอยู่ หมอแด้โทรมาพูดอะไรไม่เห็นเข้าใจเลย จำไม่ค่อยจะได้มันสับสน น่าจะ " ย่าเจเป็นอย่างไรบ้าง " (หมายถึงพี่รี่เป็นอย่างไรบ้าง) เราก็งงเราอยู่บ้าน เราไม่รู้ว่าเค้าเป็นอย่างไร เราก็บอกว่าขออธิบายหน่อยมันเป็นอย่างไร หมอแด้ก็บอกว่าพี่รี่อาการแย่แล้วนะ (จำไม่ได้ว่าตอนนั้นหมอแด้อยู่ห้องตรวจหรือกลับบ้าน) ถามว่ามีใครอยู่กับพี่รี่บ้าง บอกว่าหมอธีกับพี่กบก็อยู่ (เอ..ทำไมเค้าไม่บอกเรานะ เกศด้วยอีกคน เราก็มัวแต่ทำงาน)

   รีบออกจากบ้านบอกกับแม่ว่าจะไปเยี่ยมพี่เจหน่อยนะ เดี๋ยวจะกลับมา เดรี่ชวนแวะซื้อดอกไม้เผื่อจะได้ใช้ ก็ได้ข้างวัดเจ็ดยอด วันนี้รถติดมาก หน้า ว.ค. กว่าจะไปถึง

   พี่รี่นอนบอนเตียงมีหน้ากากช่วยหายใจครอบจมูกและปาก ปลายเตียงมีเครื่องวัดชีพจร การหายใจ วางอยู่งานนี่ไม่ได้คุยกันก่อนตายแน่นอน คือไม่กระดุกกระดิกแล้ว พี่ๆบอกว่าพี่รี่ยังรับรู้อยู่ ฟังที่เราพูดได้ เราสังเกตุดูพี่รี่เค้าอยากพูดนะ ดูจากปากและลิ้น แต่เราไม่กล้าถอดหน้ากากที่ครอบปากออก(กลัวโดนดุ) พี่รี่เค้ารับรู้ได้นะเวลาเราพูดปลอบใจว่าไม่ต้องห่วงอะไร เวลาเราขอให้อโหสิกรรมต่อพวกที่ประสงค์ร้าย พี่รี่เค้าจะน้ำตาซึมออกมา

   ไม่อยากดูเลยเจ้าเครื่องวัดปลายเตียงเนี่ย มีความรู้สึกว่าคนที่ดูเจ้าเครื่องที่ว่าเหมือนกับไปเร่งให้คนป่วยไปเร็วๆ เราได้แต่ปลอบพี่รี่ ใจหนึ่งก็ไม่อยากจับเนื้อจับตัวเค้า เพราะเรามีข้อห้ามส่วนตัว จะจับต้องพวกนี้ไม่ได้ (เมื่อหลายปีก่อนก็โดนมาหลายครั้ง ไปจับแขนยายข้างบ้านว่าตายชัวร์ กับไปเข็นรถศพ แบบนี้เจ็บไปทั้งตัว เป็นเดือนกว่าจะหาย) นี่ก็เพราะเป็นพี่เรา ทำอย่างไรได้ สุดท้ายแห่งชีวิต จับมือลูบแขน ให้กำลังใจ ให้เค้าหมดห่วง อันนี้ไม่เจ็บเนื้อเจ็บตัว แต่ จิตต์มันเกาะ เร็วมากๆ หลังจากจับครั้งแรก ทำอะไรไม่ได้เลย มันน้ำตาแตกตลอด (ปกติพี่รี่เป็นคนร้องไห้เก่งอยู่แล้วตั้งแต่เด็กแล้ว) อันนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ (ยังมีหลายครั้งตามมา) (เราไม่ใช่คนขี้แยนะ)

   อย่างเช่นตอนที่จัดดอกไม้ธูปเที่ยนให้พี่รี่ขอขมา(ขออโหสิกรรม)แม่ ทำตอนที่พี่รี่ทำอะไรไม่ได้แล้ว ตั้งท่าจะพูดก็พูดไม่ออก น้ำตามันจะออกจนได้ เลยต้องให้หมอธีทำแทน เอาดอกไม้ไปวางที่มือแล้ว กล่าวคำขอขมา(อโหสิกรรม)ให้พี่รี่ว่าตาม(พูดด้วยจิตต์)

   ดูอาการแล้วยังทรงตัวคือแผ่วลง คิดว่าคงจะอยู่ได้อีกหลายชั่วโมง นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้ทำให้พี่รี่(ก่อนหน้าสองวันก็ได้ไปจัดการให้พี่รี่แล้วหลายเรื่อง) เพราะพี่รี่ขอให้ช่วยนำเงินที่ได้ตั้งจิตต์อธิษฐาน(สัจจะ)(ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรบ้างพี่รี่ไม่ได้บอก) ไปที่ตำหนักเจ้าทรง เพื่อตั้งขัน คิดว่าน่าจะขอช่วยให้ไปดี (คิดว่าคงจะเข้าใจคำว่าไปดี คือตายอย่างสงบ จิตต์เดินทางอย่างปลอดภัย เพื่อไปสู่ภพภูมิที่ดี) คิดได้แล้วจึงบอกกับพี่รี่ว่าขอออกไปทำธุระที่ค้างไว้ให้ แป๊บนึงนะเดี๋ยวกลับมา หมอธีบอกว่าพี่รี่คงอยู่อีกหลายชั่วโมง ถ้างั้นก็ขอไปทำธุระให้พี่รี่ก่อนนะเดี๋ยวจะกลับมา ทีแรกว่าจะออกไปคนเดียวให้เดรี่อยู่เป็นเพื่อนพี่รี่ เพราะพี่รี่เคยบอกไว้ว่าก่อนตายอยากมีเพื่อนอยู่ข้างๆคอยให้กำลังใจ แต่หมอธีบอกให้เดรี่ไปด้วย ก็เลยต้องไปด้วยกัน ??? (ไม่ได้บอกหมอธีว่าไปบ้านเจ้า เดี๋ยวจะว่าเรางมงาย)

   ช่วงค่ำอย่างนี้รถเยอะมากไปไหนก็ช้า ก็มาถึงป่าแดด เลยโรงเหล้าเก่าไปทาง ทางลอดพิมานเด็ก พี่กบโทรฯหาเดรี่ว่าพี่รี่ไปแล้ว ให้รีบกลับบ้านเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้พี่รี่ด้วย

   กว่าจะไปถึงกาดนัดบ้านเกาะกลาง ป่าแดด ไปหาร่างทรงแล้วเอาเงินมอบให้ร่างทรงไว้เพื่อตั้งขัน บอกว่าพี่รี่ฝากมาให้ตั้งขัน ร่างทรงถามว่าพี่เค้าสัจจะแล้วหรือไม่ ก็บอกว่าสัจจะแล้วแต่ไม่ได้เอามาให้ (พี่รี่ตายเสียก่อน)

   ร่างทรงเค้าบอกว่าพี่รี่ตามมาด้วยเค้าสัมผัสได้ แล้วเค้าก็ปลอบเดรี่ บอกว่าพี่รี่ไปดีแล้วหมดเคราะห์หมดกรรมแล้ว

   **อันนี้เป็นคำตอบสำหรับภาระกิจสุดท้ายที่ทำให้พี่รี่ พี่รี่ละสังขารตามไปส่งจนถึงที่หมาย..

   ออกจากบ้านเกาะกลางก็รีบกลับไปบ้าน เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้พี่รี่ กลัวไม่ทันเวลา(ตัวจะแข็งเสียก่อน) เปลี่ยนเสื้อให้เรียบร้อย เก็บข้าวของ แล้วก็พากันไปส่งพี่รี่เข้าตู้เย็น (มันเร็วดีนะ จนลืมดูว่าเก็บของมาหมดหรือเปล่า กระเป๋าตงกระเป๋าตัง มือถือ ??)

   เสร็จแล้วก็กลับบ้าน ให้หมอธีเป็นคนบอกแม่ว่าพี่รี่ไปแล้วเน่อ เอาดอกไม้ธูปเทียนที่พี่รี่ขอขมาให้แม่ด้วย แม่ก็ทำใจได้ ตอนที่พี่รี่เสีย แม่ได้ยินเสียงดังที่หลังบ้าน แม่ก็สังหรณ์ใจอยู่แล้ว

   จิตต์พี่รี่เนี่ยทำยุ่ง ทำเอาเราน้ำตาแตกอยู่เรื่อย

   เช้าวันอาทิตย์ รับศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดป่าแพ่ง เรานั่งรถพยาบาลมากับพี่รี่ เปิดโลงเย็น ช่วยกันยกหีบศพลงจากรถแล้วยกขึ้นสู่โลงเย็น ประกอบฝาโลงเย็น เสร็จแล้วก็ออกมานอกศาลา ตอนที่พี่นิดมา พอเห็นหน้าเท่านั้นแหละ น้ำตามันจะแตกเอาให้ได้ กลั้นก็ไม่อยู่ ว่าจะทักพี่นิดสักหน่อย เลยไม่ได้ทัก ต้องปลีกตัวไปทำใจ (ถ้าเป็นเราเอง เห็นหน้าพี่นิดแล้วจะร้องให้ทำไม )

   วันสุดท้ายตอนที่เพลพระ แล้วเราเอาขันข้าวไปวางให้ เสร็จแล้วเดินออกศาลายังไม่ทันพ้นชายคา น้ำตาแตกอีกแล้ว คราวนี้ต้องทำใจนานมากกว่าจะหยุด คงเป็นเพราะว่า พี่รี่รู้ตัวว่าถึงเวลาที่จะต้องเดินทางไปสู่ป่าช้าแล้ว จะต้องลาทุกๆคนไป

   ที่เมรุ หลังจากประชุมเพลิง คือกดปุ่มเริ่มเผา ญาติๆพากันลงจากเมรุ อุ้มลูกหมีคนละตัว เราก็อุ้มตัวนึง ก่อนลงก็ชูหมีขึ้นแล้วขยับแขนทั้งสองข้างเป็นการโบกมืออำลาของพี่รี่(มีรูปให้ดูในหน้าของพิธีบำเพ็ญกุศลศพ))(พอดีน้องชายถ่ายไว้ได้) พี่รี่ตั้งใจอำลาเพื่อนๆ และทุกๆคนที่มาร่วมงานเป็นครั้งสุดท้าย พอลงมาก็น้ำตาแตกอีกแล้ว (ขออภัยเขียนตอนนี้น้ำตายังซึมเลย)

   

   เสร็จสิ้นพิธีกรรมทางสงฆ์แล้ว ก็คงเหลือพิธีกรรมทางผี คืออันไหนขาดตกบกพร่องไปก็จัดการทำให้เรียบร้อย ให้เป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการเดินทางสู่สวรรค์ (เมืองบน) พร้อมหาที่อยู่ที่เหมาะสมให้ ก่อนเดินทางก็จัดการรวบรวมขวัญให้เป็นหนึ่งเดียว (32ขวัญ) (ต้อมขวัญ) เป็นจิตตที่สงบตัดแล้วทางโลก ...บำเพ็ญเพียรบนสวรรค์

   จบแค่นี้...